จับตา จีนกับสหรัฐฯ ยกเลิกเก็บภาษีสินค้าระหว่างกัน

หลังจากที่มีการโต้ตอบกันไปมาอยู่หลายครั้ง ในเรื่องของการค้าเศรษฐกิจต่างๆ ระหว่างสหรัฐกับจีน ต่อมาวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน พ. ศ. 2562 นาย เกา เฟิง ผู้ดำรงตำแหน่งโฆษก ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ประเทศจีน และประเทศสหรัฐตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีการเก็บภาษีสินค้าระหว่างกันอีกต่อไป ซึ่งมีกำหนดการในแต่ละเฟสเพื่อความเท่าเทียมและเป็นระบบ สำหรับการยกเลิกภาษีในเฟสแรก ก็จะมีการลงนามเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่จะได้รับการเปิดเผยในวันนั้นด้วยว่า มีความยุติธรรมและน่าสนใจมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามทั้ง 2 ฝ่ายก็ได้มีการปรึกษาหารือ กันอย่างด้วยบรรยากาศที่เป็นไปได้ด้วยดี ในช่วงระยะ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

การตกลงในครั้งนี้ ต้องมาจากทั้ง 2 ฝ่าย

โดยถ้าเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากทางฝั่งสหรัฐ ก็อาจจะกลายมาเป็นเหตุการณ์ที่ช่วยยุติสงครามทางการค้าที่มีบรรยากาศไม่สู้ดีมาเป็นเวลายาวนานในระดับหนึ่ง ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกขนาดใหญ่ สำหรับจุดมุ่งหมายหลักของจีนในการตกลงร่วมเจรจาในครั้งนี้ คือ ต้องการให้สหรัฐยกเลิกภาษีนำเข้าตามกำหนด เพราะประธานาธิบดี Donald Trump ได้บังคับใช้มาตรการณ์นี้กับสินค้าจำนวนมากของจีนที่ส่งไปยังสหรัฐ แต่ถึงอย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติเป็นบทสรุป ยังจะต้องค้นหาเพื่อเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันต่อไป

กว่าจะมาถึงจุดนี้ ประเทศจีนเป็นผู้ยื่นข้อเสนอพร้อมคำขู่

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2562 ทางประเทศจีนได้ออกมาขู่ว่าถ้าสหรัฐ ยังพลิกลิ้นไปมาในเรื่องของประเด็นการค้าทางจีน ก็จะยกเลิกการซื้อสินค้าทางการเกษตรของสหรัฐทั้งหมด อีกทั้งยังบ่งบอกถึงความประสงค์ว่า ต้องยกเลิกการเก็บภาษีสินค้า ถ้าหากต้องการบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งทางจีนทำอย่างที่ว่าจริงๆ ทางสหรัฐเองก็คงจะหนาวเป็นแน่แท้

โดยก่อนหน้านี้ทางสหรัฐมีแนวโน้มในทางที่ไม่ดี ส่อแววว่าจะไม่ปฏิบัติต่อจีนอย่างเท่าเทียม ในเรื่องของการค้าระหว่างทั้ง 2 ชาติ ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ทางการจีนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก แล้วได้ออกมาประกาศกร้าวว่า ถ้าทางสหรัฐไม่ทำตามที่พูด การเจรจาการค้าสัญญาการซื้อ – ขาย สินค้าทางการเกษตรของสหรัฐ ทั้งหมดก็จะถูกยกเลิกอย่างไม่ใยดีเช่นเดียวกัน

ความไม่มั่นใจที่มีต่อ Huawei ก็จะต้องได้รับการรื้อฟื้น

นอกจากนี้ทางประเทศจีน ก็ยังมีการเพ่งเล็งในเรื่องของการปฏิบัติของสหรัฐที่มีต่อ Huawei ว่าจะเป็นไปในทิศทางใดระหว่างการเจรจาทางการค้าอีกด้วย อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ก็มีข่าวออกมาแล้วว่า นายกนายประธานาธิบดี Donald Trump อนุญาตให้บริษัทนายสหรัฐดำเนินการทางการค้ากับ Huawei ต่อไปได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ได้ปลด Huawei ออกจากบัญชีดำของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทำให้ไม่มีความชัดเจนในการดำเนินงาน เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศจีนทางการจีนจึงไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่นักและต้องการคำตอบแน่ชัด

โดย นาย เกา เฟิง ได้ออกมาแถลงข่าวอย่างเป็นทางการว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เกิดความขัดแย้งไม่สู้ดีทางด้านทางการค้าของจีนกับสหรัฐ ซึ่งปัญหาใหญ่ๆ มาจากเรื่องของกำแพงภาษีสินค้า เพราะฉะนั้นในการเจรจาครั้งนี้ จะต้องยกเลิกกำแพงภาษีที่มีให้หมด ถ้าอยากลดความตึงเครียดที่ผ่านมานี้ลงอย่างหมดจด

เขายังคงยืนยันหนักแน่นปิดท้ายอีกด้วยว่า จุดยืนของประเทศจีนยังอยู่ที่คงเดิมคือ ต้องการแก้ไขข้อพิพาทที่รุงรังนี้ โดยให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่าง 2 ฝ่าย และทางการจีนก็ยังยืนยันหนักแน่น กับคำมั่นที่ให้กับสหรัฐไปว่า จะยังไม่มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นระหว่างกันเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามเป็นวงกว้างมากกว่านี้

คราวนี้ก็ต้องมาดูท่าทีของสหรัฐว่า จะเป็นไปในทิศทางใดและจะทำให้ศึกครั้งนี้สงบลง ด้วยการตกลงเจรจาหรือไม่ก็ต้องติดตามกันต่อไป

Read More

สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

ตั้งแต่ที่มีสังคมมนุษย์กำเนิดขึ้นมา เกิดระบอบการปกครองขึ้นมามากมายระบบ ซึ่งระบอบการปกครองบางประเภทเหมาะแก่การใช้ในสมัยโบราณ โดยหลังจากที่สังคมมนุษย์ได้มีการขยายจำนวนเพิ่มมากขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มมากขึ้นเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดการปกครองในรูปแบบสมัยใหม่ขึ้นมา ซึ่งการปกครองในแต่ละประเทศนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีรูปแบบการปกครองที่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าสถานการณ์ในประเทศนั้นเป็นเช่นไร และประชาชนยินยอมกับการปกครองในระบอบเช่นไร นับตั้งแต่ในอดีตกาลโบราณ มนุษย์ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ผิดมากมาย ซึ่งมีการบันทึกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เพราะฉะนั้นแล้ว มนุษย์ในยุคปัจจุบันนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินตามความผิดพลาดในอดีตเสมอไป เพราะการศึกษาอดีตมีไว้เพื่อไม่ทำให้มนุษย์ทำผิดพลาดอีก สำหรับวันนี้เรามาศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการปกครองในเวียดนามกันค่ะ

พรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม

สำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนาม เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาโดยถูกต้องตามกระบวนการกฎหมายทุกอย่าง เป็นพรรคนิยมลัทธิมากซ์-เลนิน ที่สนับสนุนโดยแนวหน้าปิตุภูมิเวียดนาม ผู้ก่อตั้ง คือ คนดังแห่งเวียดนามในโฮจิมินห์ ร่วมด้วยชาวเวียดนามที่ต้องการลี้ภัยในประเทศจีน มีการประชุมพรรคอย่างเป็นทางการครั้งแรก ในฮ่องกงปี 1929 ซึ่งการประชุมในครั้งนั้นได้มีการตกลงรวมพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน และพรรคคอมมิวนิสต์อันนัม มาด้วยกัน

ขบวนการที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความรักชาติ

สำหรับขบวนการคอมมิวนิสต์ในเวียดนามนั้น ถือกำเนิดขึ้นจากความรักชาติของประชาชนชาวเวียดนาม ที่ต้องการรวมตัวกันพร้อมลุกฮือขึ้นต่อสู้กับการต่อต้านปกครองจากประเทศฝรั่งเศส ที่เข้ามาปกครองเวียดนามในปี 1858 โดยชาวเวียดนามมีความเห็นว่า การปกครองของฝรั่งเศสในยุคนั้นเน้นการกดขี่เป็นหลัก เพราะฉะนั้นชาวเวียดนามจึงลุกขึ้นมาต่อต้านระบบการปกครองแบบอาณานิคม

โดยตลอดระยะเวลาที่ขบวนการคอมมิวนิสต์เวียดนามถือกำเนิดขึ้นมา ก็ยังคงมีความขัดแย้งกับกลุ่มการเมืองในอดีต ในประเทศอยู่บ้างประปราย ทำให้นายโฮจิมินห์ปรับรูปแบบการปกครองด้วยการรับฟัง ยืดหยุ่นและทำให้ทุกกลุ่มสามารถตกลงร่วมกันได้ อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับชั้น รวมทั้งกลุ่มการเมืองอื่นที่มีนโยบายเห็นตรงกันกับพรรคของเขาได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการสนับสนุนและลุกขึ้นมาต่อสู้

กระบวนการที่ปลดปล่อยชาติเวียดนาม

การรวมตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จากผู้ที่มีอุดมการณ์อันแรงกล้ามารวมตัวกัน ก็ได้กลายมาเป็นการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยว ปลดปล่อยชาติเวียดนามหรือเวียงกงได้สำเร็จ ส่วนทางด้านพรรคแรงงานเวียดนาม  ก็เน้นใช้กลยุทธ์, ค่านิยม ทำให้เป็นการปลุกระดมจิตใจชาวเวียดนามลุกขึ้นมาสู้ เพื่อเรียกร้องอิสรภาพของตน สำหรับในส่วนของลัทธิสังคมนิยมในเวียดนาม ก็มีเป้าหมายหลัก คือ การปลดปล่อยประชาชนของตนเองให้เป็นอิสรภาพโดยไม่ได้มีเรื่องของการแข่งขันทางการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากสักเท่าไหร่นัก และในส่วนของการปฏิรูประบอบสังคมนิยม, ทุนนิยมและการปฏิวัติชนชั้นแรงงานก็ไม่ค่อยมีบทบาทมากในสงครามนี้ แต่เป้าหมายหลักของสังคมลัทธิสังคมนิยมในเวียดนามก็คือ การต่อต้านอาณานิคมที่มาจากนอกประเทศ รวมทั้งการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อปลดปล่อยยกระดับไปสู่สังคมที่ดีขึ้น

สิ่งที่ได้จากเรื่องราวในอดีตครั้งนี้ผู้เขียนคงสามารถสรุปได้ว่า มนุษย์มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีการพัฒนาถอยหลัง ซึ่งสิ่งนี้เป็นกฎของธรรมชาติเพราะฉะนั้นแล้ว จึงไม่มีมนุษย์คนใดที่ชอบถูกกดขี่หรือถูกข่มเหง ถูกพรากอิสรภาพที่สมควรได้ไปจากตน ซึ่งเหตุการณ์นั้นอาจรอเวลาให้เกิดผู้นำผู้กล้าหาญขึ้นมาสัก 1 คน ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์รวมของสัญลักษณ์ของการปลดปล่อย ทำให้ประชาชนกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง และทำให้ประเทศชาติเจริญต่อไปในอนาคต

Read More

จับตามอง จีน ไทย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือทางทหาร

ก่อนอื่นให้ย้อนย้อนมองความสัมพันธ์ไทยจีนในครั้งอดีต สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ในเรื่องของการเมืองในก็มีการดำเนินมาอย่างราบรื่นและต่อเนื่องภายใต้แนวคิดแห่งความเสมอภาค อีกทั้งยังให้ความเคารพแก่กัน และอยู่ภายใต้ของผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างความเสถียรภาพภาพของภูมิภาค เมื่อสิ้นสุดจากยุคสงครามเย็น หลังจากที่จีนได้สานสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในอาเซียนทุกประเทศแล้ว ความสัมพันธ์ทางด้านการทหารของไทยจีนก็ลดลง เนื่องจากหมดยุคแห่งการสู้รบ เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงเน้นไปในเรื่องความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ และการให้ผลตอบแทนที่เท่าเทียมกันเป็นหลักมากกว่า

ความสัมพันธ์พี่น้อง ไทย – จีน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน เป็นความสัมพันธ์แบบที่ไม่มีปัญหามาตั้งแต่ครั้งอดีต เรียกได้ว่าไทยกับจีน เป็นเพื่อนสนิทกันเลยทีเดียว และของประเทศไทยและจีนก็ยังมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำประเทศไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเยี่ยมเยียนกันแบบไม่ขาด ทำให้ความสัมพันธ์ของไทยจีนในปัจจุบันนี้ มีความพัฒนาในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้เมื่อมองการณ์ไกลในอนาคต ก็ยังมีการมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์ ตลอดจนมุ่งพัฒนาขอบข่ายความร่วมมือระหว่างกันให้มีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของ ขอบข่ายความร่วมมือและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ไทย จีน ยกระดับความร่วมมือทางด้านการทหารในปี พ.. 2562

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมต้อนรับ พลตรี เว่ย เฟิ่งเหอ รัฐมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศจีน โดยการพบปะในครั้งนี้เกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย การสานสัมพันธ์ในครั้งนี้ ได้มีการหารือในหลายๆด้าน ทำให้เกิดการตกลงร่วมมือกัน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางการทหารให้สนิทแนบชิดมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของประเทศไทยเอง ก็ยึดมั่นนโยบายของประเทศจีน อีกทั้งยังมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ 1 เส้นทาง BRI นอกจากนี้ทางด้านประเทศยังพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีประยุทธ์จันทร์โอชา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการพบปะในครั้งนี้มีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเศรษฐกิจ และการค้ากับประเทศจีนให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ความสัมพันธ์ครบครอบ 45 ปี

โดยในปี พ.ศ. 2020 จะเป็นปีที่ถึงวาระครบรอบ 45 ปี การสถาปนาทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ประเทศ จึงทำให้มีความหวัง ว่าทั้ง 2 ประเทศจะสร้างความร่วมมือทางด้านการทหารให้แน่นแฟ้นต่อกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ อาวุธ ยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัย การนำทหารของทั้ง 2 ประเทศมาฝึกซ้อมในการรบร่วมกัน รวมทั้งยกระดับความมั่นคงของพหุภาคี

ทางด้านของพลตรี เว่ย เฟิ่งเหอ ก็ได้ให้ข้อมูลว่า ภายใต้การนำ รวมทั้งการสนับสนุนของทั้ง 2 ประเทศ ส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทวิภาคี ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน อันพอจะทำให้กลายเป็นการสร้างผลประโยชน์ที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน อีกทั้งยังมีความประทับใจเป็นอย่างสูง ที่ได้เห็นว่า ประเทศไทยมีความยินดีพร้อมสนับสนุน ผลประโยชน์ของจีนอย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดความไว้วางใจว่าการร่วมมือในครั้งนี้ จะส่งผลในทางที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน และสุดท้ายผู้นำประเทศของทั้ง 2 ท่านก็ได้เซ็นสัญญาตกลงกันใน ข้อบันทึก MOU ความร่วมมือทางด้านกลาโหม

โดยในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา ทางการจีนได้เปิดตัวโครงการพัฒนาอาวุธ ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างชาติตะวันตก และจีนได้ปรับงบประมาณทางด้านการทหารให้มีความรัดกุมมากขึ้น สถาบันวิจัยด้านสันติภาพสวีเดน หรือ SIPRI ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จีนเป็นประเทศที่จัดงบประมาณทางด้านการทหาร สูงอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ในส่วนของงบการทหารของจีน ในปี 2019 อยู่ในระดับ 250,000 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว

Read More

ประวัติพรรคการเมืองก๊กมินตั๋ง

ก๊กมินตั๋ง เป็นพรรคการเมืองจีนที่ปกครองประเทศจีนในช่วงปี 1927–48 และได้ย้ายไปปกคองอยู่ที่ไต้หวัน ชื่อพรรคก๊กมินตั๋งเมื่อนำมาแปลไทยจะมีความหมายว่า ‘’พรรคชาตินิยมจีน” พรรคก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1912 โดย ดร. ซุนยัตเซ็น แต่หายไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน 1913 ก่อนที่จะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 10 ตุลาคม 1919 ภายใต้การนำของ ดร. ซุน ยัตเซ็นที่ได้เข้ามาเป็นพรรคปกครองประเทศจีนในสมัยนั้น กระทั่งการเสียชีวิตของ ดร.ซูน ทำให้พรรคถูกยึดครองโดยเจียงไคเชกตั้งแต่ช่วงปี 1927 ถึง 1975 แม้ว่าก๊กมินตั๋งจะแพ้สงครามกลางเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปี 1949 แต่ทางพรรคก็ยังสามารถเข้าควบคุมและปกครองเขตไต้หวันเอาไว้ได้ ซึ่งได้กลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่ของสาธารณรัฐจีนแห่งเดียวที่หลงเหลืออยู่

บทบาทของก๊กมินตั๋งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

หลังจากที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1912 พรรคก๊กมินตั๋งก็ได้มีส่วนสำคัญในการโค่นล้มจักรพรรดิชิง และส่งเสริมความทันสมัยตามแนวตะวันตกที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย โดยพรรคมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปกครองแม้ว่าจะล้มเหลวในการเข้าปกครองได้แบบสมบูรณ์ ตำแหน่งประธานาธิบดีจึงกลายเป็น ‘ยฺเหวียน ชื่อไข่’ ในฐานะที่เขาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติ กระทั่งหยวน ซื่อไข่ได้ใช้อำนาจของเขาในทางที่ผิด ละเลยรัฐธรรมนูฐอีกทั้งยังสร้างความบาดหมางกับพรรคอื่นๆ

เหตุการณ์มาถึงจุดแตกหักในเดือนกรกฎาคม 1913 เมื่อพรรคก๊กมินตั๋งได้ทำการปฏิวัติครั้งที่สอง แต่แผนของพวกเขากลับล้มไม่เป็นท่าหลังจากนั้นจึงนำไปสู่การล่มสลายของพรรคก๊กมินตั๋ง โชคยังดีที่ผู้นำส่วนใหญ่จะหาทางลี้ภัยไปยังประเทศญี่ปุ่นได้ จากต่อมาหยวนก็ตั้งตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิของจีน หลังจากที่ ดร.ซูน ได้ถูกเนรเทศมาพร้อมกับผู้นำคนอื่นๆ พวกเขาได้ก่อตั้งพรรคใหม่ขึ้นภายใต้ชื่อพรรค ก๊กมินตั๋งแห่งประเทศจีน ก่อนที่จะเดินทางกลับกวางโจวประเทศจีนในปี 1920 ในการพยายามที่จะก่อตั้งรัฐบาลใหม่แต่ล้มเหลวในการควบคุมทุกส่วนของประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น

หลังจากการเสียชีวิตของ ยฺเหวียน ชื่อไข่ ในปี 1916 ทำให้จีนแตกออกเป็นหลายส่วนซึ่งคุมอำนาจโดยนายพลต่างๆ  เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดยืนของพรรคจึงได้ยอมรับความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตกับองค์การคอมมิวนิสต์สากล อำนาจและอิทธิพลของพรรคก๊กมินตั๋งเริ่มแผ่ขยายไปทั่วจนเมื่อซุนยัตเซ็นเสียชีวิตในปี 1925 ทำให้เจียงไคเช็กเข้ามาเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของพรรค ในปี 1926 เจียงได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารที่รู้จักกันในชื่อ ‘Nothern Expedition’ เพื่อเป็นการบุกยึดพื้นที่จากกลุ่มนายผู้มีอำนาจทั้งหลาย ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทำให้พรรคได้มีอำนาจการปกครองทั่วทุกส่วนของประเทศจีน ภายใต้การปกครองของเจียงไคเช็กที่ได้สั่งให้ย้ายเมืองหลวงไปหนานกิ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าจะได้อยู่ใกล้กับฐานทัพใหญ่ที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน

ในปี 1937-1945 เจียงไคเชกได้รับความช่วยเหลือด้านการทหารและการเงินจำนวนมากจากสหรัฐอเมริกา กระทั่งในปี 1945 ได้กลายเป็น 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ด้วยเหตุนี้ทำให้พรรคได้กลายเป็นผู้ปกครองส่วนใหญ่ของประเทศจีนจนกระทั่งพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ในปี 1949 ทำให้ผู้คนมากมายต้องย้ายหนีไปตั้งถิ่นฐานในไต้หวัน ซึ่งที่นั่นพวกเขาก็ได้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นมา ระบอบการปกครองของก๊กมินตั๋งทำให้เกาะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกเป็นเวลา 38 ปี พวกเขาฆ่าฝ่ายตรงข้ามไปมากถึง 30,000 คน ในช่วงการปกครองแบบเผด็จการโดยเจียงไคเชก และเชียง เชียงชิงที่เป็นลูกชายของเขา

  • Add to Phrasebook
    • No word lists for Thai -> Thai…
    • Create a new word list…
  • Copy
Read More

ประวัติเจียงไคเช็คจอมพลแห่งจีน

จีนถือว่าเป็นชาติที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานมาก นอกจากจะมีเหตุการณ์อีกมากมายที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์จีนแล้ว เรื่องราวของพวกเค้ายังมีวีรบุรุษอีกมากมายที่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์เหล่านั้น บางคนถือว่าเป็นบุคคลแห่งประวัติศาสตร์จีนเลยก็ได้ นโยบายของเค้าส่งผลมาถึงจีนยุคปัจจุบันก็มี หนึ่งในนั้นก็คือ เจียงไคเช็ค จอมพลแห่งแผ่นดินจีน เค้าคนนี้เป็นใคร ทำอะไรไว้กับประวัติศาสตร์จีนบ้าง

ข้อมูลส่วนตัวของท่านเจียงไคเช็ค

จอมพลเจียงไคเช็คนั้นถือว่าเป็นคนที่มีความสำคัญอย่างมากต่อหน้าประวัติศาสตร์จีน เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ. 1887 เกิดที่เมืองเฟิงหัว มณฑลเจ้อเจียง ประกอบอาชีพเป็นนายทหารจากยศเล็กไต่เต้ามาจนถึงเป็นผู้มีอำนาจทางการทหารและทางการเมืองคนสำคัญ สมรสกับ ซ่ง เหม่ยหลิง มีบุตรสองคนด้วยกัน สุดท้ายท่านเสียชีวิตลงในวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1975 รวมแล้วอายุ 87 ปี ตลอดเส้นทางการทำงานของเค้ามีหลายอย่างเป็นจุดสำคัญของประวัติศาสตร์จีนเลยทีเดียว

เรื่องราวน่าสนใจของท่าน เจียงไคเช็ค

ในตอนเด็ก เจียงไคเช็ค ถือว่าเป็นเด็กที่มีความแข็งแรง ร่าเริง จนบางครั้งเหมือนกับเป็นคนหัวรั้นจนเกินเหตุด้วยซ้ำไป ตอนเด็กชีวิตของเค้าก็ไม่ได้สบายมากนักเนื่องจาก เค้าเสียบิดาไปตั้งแต่อายุ 9 ปี ทำให้มารดาและเค้าต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพยุงฐานะครอบครัว ซึ่งความลำบากในครั้งนี้เปรียบเสมือนเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับท่านเจียงไปในตัวด้วย

ท่านเจียงไคเช็ค ถือว่าเป็นเด็กที่มีความแปลกกว่าเด็กคนอื่นทั่วไป ตรงที่ว่าเค้าจะเป็นเด็กที่มีความสนใจด้านอาวุธ ด้านสงครามเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากการเล่นบทบาทสมมุติเรื่องของการเอาดาบมาเป็นอาวุธต่อสู้กันหลังเลิกเรียน ตอนเด็กท่านเจียงได้รับการศึกษาตามแนวทางวิชาลัทธิขงจื้อ

จุดเริ่มต้นแห่งความเปลี่ยนแปลง

การจะเดินทางสู่เส้นทางมหาวีรบุรุษ เค้าจะต้องเจอจุดเปลี่ยนก่อน ท่านเจียงเองก็เช่นกัน หลังจากแต่งงานครั้งแรกบนความไม่พอใจเท่าไร ทำให้เค้าต้องย้ายโรงเรียนไปเมืองหนึ่งเพื่อตัดรำคาญระหว่างนั้นทำให้เค้าได้เห็นความฟอนเฟะของบ้านเมืองที่เกิดจากการบริหารอันล้มเหลวของราชวงศ์ชิง ประกอบกับตอนนั้นจีนต้องเจอกับภัยการล่าอาณานิคมอังกฤษ จีนแพ้ให้กับสงครามฝิ่นทำให้ตอนนี้ประเทศมีโอกาสจะโดนชาวอังกฤษปกครอง นั่นทำให้เป็นจุดเปลี่ยนของเจียงไคเช็คมีแนวคิดว่าจะต้องทำให้ประเทศจีนปกครองโดยชาวจีนขึ้นมาใหม่

การพบกันแห่งโชคชะตา

หลังจากเจียงไคเช็คโตขึ้น เค้ามีแนวคิดว่าจะต้องศึกษาทางด้านการทหารกับญี่ปุ่นที่มีความสามารถด้านนี้มากกว่า ระหว่างเข้าไปศึกษาครั้งนั้น เค้าได้พบคณะของ ดร.ซุน ยัตเซ็น นักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญที่หนีลี้ภัยทางการเมืองมาอยู่ที่ญี่ปุ่น ครั้งนั้น ท่านเจียงไคเช็ค ได้พบกับขบวนการปฏิวัติเพื่อโค้นล้มราชวงศ์ชิง เรียกว่า ถงเหมิงฮุ่ย หลังจากได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน นั่นทำให้ เจียงไคเช็ค เข้าร่วมขบวนการปฏิวัติดังกล่าว พร้อมกับเรียนรู้เรื่องการใช้กลยุทธ์ทางการทหารผสมกับกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อดำเนินแผนการตามกำหนด

ชายผู้รวบรวมแผ่นดินจีน

หลังจากที่ เจียง ไคเช็ค ได้เข้าร่วมกลุ่มเดียวกับ ดร.ซุน ยัตเซ็น ทั้งสองก็ร่วมรบด้วยกันเรื่อยมาทั้งทางด้านการทหาร และทางด้านการเมือง จุดสำคัญก็คือการก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง แล้วดำเนินการรวบรวมแผ่นดินจีน ตอนนั้น หลายคนเชื่อว่าพรรคก๊กมินตั๋งคงจะทำสำเร็จภายใต้การดำเนินงานของ ดร.ซุน ยัตเซ็น แต่ท่านก็มาจากไปเสียก่อน ซึ่งหลังจาก เจียงไคเช็ค ฝ่ายมรสุมของพรรคขึ้นมาเป็นผู้นำได้ เค้าก็เดินหน้าปราบปรามกบฏ และคนเห็นต่างทั้งหมดจนสิ้น สุดท้ายเค้าเป็นชายที่รวบรวมแผ่นดินจีนในยุคใหม่อีกครั้ง พร้อมกับสถาปนารูปแบบการปกครองใหม่ที่กลายเป็นต้นแบบของจีนมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นเอง

Read More

ประวัติ หู จิ่นเทา ที่น่าสนใจ

หู จิ่นเทา เป็นผู้นำคนสำคัญที่สุดของจีนตั้งแต่ปี 2002 ถึง 2012 เขาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ปี 2002 ถึง 2012 และประธานสาธารณรัฐประชาชน 2003 ถึง 2013 และประธานคณะกรรมาธิการทหารกลาง 2004-2012 หูเริ่มอาชีพการเมืองด้วยการเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการพรรคจังหวัดกุ้ยโจวและเขตปกครองตนเองทิเบต ต่อมาเลขาธิการคนแรกของสำนักเลขาธิการกลางและรองประธานาธิบดีภายใต้อดีตผู้นำเจียงเจ๋อหมิง เขาถือเป็นผู้นำคนแรกของพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีอายุน้อยที่สุดนับจากสงครามกลางเมือง

สไตล์การปกครองเขาของเป็นที่ได้รับการนับถืออย่างแพร่หลาย ในด้านความสุภาพอ่อนน้อม อีกทั้งยังมีความเด็ดขาดในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้เขาเป็นที่จับตามองต่อนานาประเทศ การบริหารงานของเขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเน้นความสำคัญกับความสามารถทางเทคโนโลยีมากกว่าตัวบุคคล ในตอนท้ายของการดำรงตำแหน่ง หู จิ่นเท่าได้รับเกียรติให้สละตำแหน่งด้วยความสมัครใจ ก่อนที่จะถูกสืบทอดตำแหน่งต่อโดยสี จิ้นผิง

ประวัติช่วงต้นของหู จิ่นเทา

หูจิ่นเทาเกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2485 ในไถโจว มณฑลเจียงซู ครอบครัวของเขาอพยพจากมณฑลจีสี แม้ว่าพ่อของเขาเป็นพ่อค้าชาในไถโจว แต่ครอบครัวก็มีฐานะที่ค่อนข้างยากจน แม่ของเขาเป็นครูและเสียชีวิตเมื่ออายุ 7 ปี ทำให้เขาได้รับการเลี้ยงดูโดยป้า พ่อของเขาถูกประณามในระหว่างการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เห็นได้ชัดว่ามีในอนาคตมันจึงเป็นเหตุผลที่ตัวเขาพยายามอย่างหนักเพื่อล้างชื่อพ่อของตน

หลังจากที่เขาจบการศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมการอนุรักษ์น้ำที่มหาวิทยาลัยซิงหัว หู จิ่นเทาก็ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ในเดือนเมษายน 1964 ในฐานะวิศวกร ในช่วงปี 1968 เขาได้อาสาให้ไปช่วยทำงานในมณฑลกานซู ช่วยในงานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าพลังน้ำ Liujiaxia .ใขณะเดียวกันก็ช่วยจัดการกิจการของพรรคในกระทรวงทรัพยากรน้ำและพลังงานไฟฟ้าใน หลังจากนั้นในปี 1969 ถึงปี 1974 ก็ได้เข้ามาทำงานในบริษัท Sinohydro Engineering Bureau ในตำแหน่งวิศวกรอีกครั้งหนึ่ง

การเข้าสู่อาชีพทางการเมือง

ในปี 1973 เขาถูกย้ายไปที่แผนกก่อสร้างของกานซูในฐานะเลขานุการ ปีต่อมาเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าอาวุโส ในปี 1980 เติ้งเสี่ยวผิงได้จัดตั้งโปรแกรมที่เรียกว่า ‘Four Transformations’ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการผลิตผู้นำคอมมิวนิสต์อายุน้อยกว่ามีความรู้และเชี่ยวชาญมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการค้นหาสมาชิกพรรคหนุ่มสาวทั่วประเทศมาเข้าร่วมภรรค โดยผู้ว่าการกานซูได้เป็นผู้ที่ค้นพบหู จิ่นเทาว่าเป็นคนที่มีศักยภาพจึงได้เลื่อนตำแหน่งเขาให้ขึ้นเป็นรองหัวหน้าคณะกรรมาธิการ ในขณะที่เหวินเจียเป่าก็เป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จในเวลาเดียวกัน

หู จิ่นเทาทำงานอยู่นานกว่า 2 ปี จนได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ยุวชนสาขากานซู รวมถึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสหพันธ์ยุวชนเยาวชนจีน ส่วนอาจารย์ของเขาถูกย้ายไปที่ปักกิ่งเพื่อไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพรรคคอมมิวนิสต์จีน ด้วยแรงสนับสนุนของ หู เย่าปัง กับ เติ้ง เสี่ยวผิง ทำให้อนาคตของเขาสดใสอย่างมาก หลังจากนั้นอาจารย์ของเขาก็แนะนำเขาต่อให้เรียนต่อในปี 1982 ทำให้เจ้าหน้าที่ของพรรคได้ออกจดหมายเชิญเขาไปปักกิ่งเพื่อศึกษาที่ต่อ Central Party School

ไม่นานหลังจากนั้นเขาถูกย้ายไปยังปักกิ่งเขาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหพันธ์เยาวชน อีกสองปีต่อมาหูก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นเลขานุการคนแรกของ CY Central ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นตำแหน่งผู้นำของเขาอย่างแท้จริง นับจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็เริ่มไต่เต่าสู่ตำแหน่งที่สูงมากขึ้นจนได้กลายเป็นหนึ่งในผู้นำจีนที่มีชื่อเสียงที่ถูกผู้คนพูดถึงมากที่สุดคนหนึ่งของโลกไม่แพ้กันกับเหมา เจ๋อ ตง

Read More

เทคโนโลยีจีนในยุคปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว

หากเราถามผู้คนในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปเกี่ยวกับเทคโนโลยีของจีน คนส่วนใหญ่เหล่านี้มักจะยิ้มแล้วบอกว่ามันจีนเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยของราคาถูก รวมถึงเป็นนักเลียนระดับเทพที่ใครก็สู้ไม่ได้ ใครๆก็รู้ดีว่าคนจีนนั้นสามารถทำวิศวกรรมย้อนกลับแทบจะได้ทุกอย่างบนโลก ทำให้สามารถทำสินค้าคุณภาพสูงในราคาประหยัดส่งเข้าสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ คุณจะแปลกใจว่าแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Huawei ใช้พนักงานไปมากกว่า 40% หรือคิดเป็นประมาณ 1.7 แสนคนในการทำวิจัยอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้พวกเขาเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีเครือข่าย 5G ของโลกเลยก็ว่าได้ ยังมีอะไรอีกมากมายที่จีนสามารถทำดีจนน่าเหลือเชื่อ และผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศต่างยกนิ้วให้กับพวกเขาอย่างในโครงการใหญ่ๆมักจะมีผู้ร่วมงานจากจีนด้วยเช่นกัน วันนี้เรามาดูกันว่าพวกเขาประสบความสำเร็จอะไรไปบ้าง

ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีของจีน

1.โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ ประเทศจีนได้มีการวิจัยและลงทุนในพลังงานลม น้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นบนโลก ในความเป็นจริงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำขนาด 40MW ของพวกเขานั้นถือว่ามาเป็นโรงไฟฟ้าลอยน้ำได้ขนาดใหญ่สุดในโลก โครงการตั้งอยู่ที่ Huainan ในจังหวัด Annur ทางตะวันออกของจีน โรงงานดังกล่าวลอยอยู่เหนือพื้นที่เหมืองถ่านหินในอดีตที่ถูกน้ำท่วมสามารถให้พลังงานเพียงพอแก่เมืองเล็กๆได้อย่างไม่มีปัญหา

2.โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ โรงไฟฟ้าพลังงานขยะของเซินเจิ้นอีสท์กำหนดจะเปิดดำเนินการในปี 2563 โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในการเผาขยะและผลิตพลังงาน คาดว่าจะมีการเผาขยะ 5,000 ตันต่อวัน ตัวอาคารมีรูปแบบเป็นทรงกลมขนาด 66,000 ตารางเมตร พื้นที่สองในสามถูกปกคลุมด้วยแผงโซล่าเซลล์ ช่วยให้อาคารสร้างแหล่งพลังงานสำหรับการปฏิบัติงานได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้โรงงานยังเปิดให้ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ โดยสามารถมองเห็นภูมิทัศน์บนหลังคาได้อย่างชัดเจน

3.สังคมไร้เงินสดด้วยบริการ Alipay และ WeChat Pay เป็นผู้นำของการชำระเงินผ่านมือถือรรายใหญ่สุดในประเทศจีน เนื่องจากทั้งสองแพลตฟอร์มมีผู้บริโภคชาวจีนส่วนใหญ่ที่มีวิถีการใช้ชีวิตแบบไร้เงินสด วันนี้พวกเขาได้บอกลากระเป๋าสตางค์รวมถึงการพกบัตรเครดิตแบบประเทศอื่นทิ้งไปได้เลย แพลตฟอร์มการชำระเงินมือถือเหล่านี้กำลังขยายตัวไปทั่วโลก เมื่อไม่นานมานี้ Alipay ได้ทำข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาว่ามีผู้ประกอบการกว่า 4 ล้านคนที่พร้อมรับชำระค่าบริการผ่านบริการ Alipay ในทางกลับกัน WeChat Pay กำลังวางแผนที่จะขยายการบริการไปยังผู้บริโภคชาวจีนในสหรัฐอเมริกา

Read More

ทำความรู้จักชาวแมนจูของจีน

แมนจูเรียกอีกอย่างว่าแมน ผู้ซึ่งอาศัยอยู่มานานหลายศตวรรษในแมนจูเรีย และพื้นที่ใกล้เคียงของจีนในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาสามารถเอาชนะกองทัพทหารของจีนจนได้เข้าปกครองมานานกว่า 250 ปี สำหรับคำว่าแมนจูนั้นมาจากศตวรรษที่ 16 คนเหล่านี้ล้วนสืบเชื้อสายมาจากกลุ่มคนที่เรียกว่า Tungus ชาวแมนมักจะมีถิ่นอาศัยอยู่ในแมนจูเรียตะวันออกเฉียงเหนือในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ในบันทึกของจีนตอนต้นพวกเขารู้ดีในฐานะของชนป่าเถื่อนของแถบตะวันออก ในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์กาลพวกเขาได้รับชื่อสุเชนหรืออี้หลู ในศตวรรษที่ 4 ถึง 7 นักประวัติศาสตร์ชาวจีนเรียกพวกเขาว่า วูจี หรือ โมโม จนเมื่อเข้าศตวรรษที่ 10 กลายเป็นจูเชินที่ได้ขยายอำนาจของอาณาจักรแมนจูแพร่ไปทั่วประเทศจีนตอนบน

อย่างไรก็ตามอาณาจักรถูกทำลายโดยชาวมองโกลฝนปี 1234 พวกที่รอดตายถูกขับกลับไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของแมนจูเรีย สามศตวรรษต่อมาลูกหลานของจูเชินเหล่านี้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง แต่ไม่นานพวกเขาก็ทิ้งชื่อเดิมและหันมาเรียกตนเองว่า “ชาวแมนจู” พวกเขาได้รวมตัวการเข้ายึดทางใต้จนตีปักกิ่งแตกกระทั่งในปี 1680 แมนจูเรียได้ยึดครองทุกส่วนของประเทศจีนในนามของราชวงศ์ชิง นับจากนั้นมาชาวแมนจูเรียพยายามที่จะรักษาอำนาจตนอย่างมากจนพวกเขามีอำนาจอย่างเหลือล้นกระทั่งปี 1,800 หลังจากนั้นอำนาจของพวกเขาก็ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ในปี 1912 ราชวงศ์ชิงถูกโค่นลงในที่สุด

บรรพบุรุษของชาวแมนจู

การวิจัยในปัจจุบันนี้แสดงให้เห็นว่าชาวแมนจูใช้ภาษาที่มาจากของตระกูลภาษาอัลไตอิก ในช่วงต้นประมาณเมื่อศตวรรษที่ 1 ชนเผ่าที่พูดภาษาแมนจู ได้เดินทางออกจากถิ่นกำเนิดของตนเพื่อขึ้นไปทางเหนือของแมนจู จนกระทั่งได้อาศัยอยู่ในไซบีเรียติดระหว่างแม่น้ำเยนีเซย์และมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เดิมนั้นพวกเขาเป็นเกษตรกรและคนเลี้ยงสัตว์ ลักษณะเด่นของชาวแมนจูนั้นคือการถักผมเปียที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เมื่อตอนที่ได้พิชิตประเทศจีนก็ได้ออกกฎข้อบังคับให้ชาวจีนต้องไว้ผมเปียเพื่อแสดงออกถึงความภักดีต่อราชวงศ์ นอกเหนือจากนี้แมนจูเรียไม่เคยมีความพยายามในการเปลี่ยนวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมของชาวจีนแต่อย่างใด หลังจากนั้นประชาชนส่วนใหญ่ก็เริ่มอพยพเข้าสู่แผ่นดินจีน ทิ้งที่ดินของบรรพบุรุษเอาไว้เป็นที่พักในการล่าสัตว์เท่านั้น ในที่สุดที่ดินเหล่านี้ก็ถูกทำลายและถูกขายให้หรือครอบครองโดยเกษตรกรชาวจีน (ฮั่น) ในปี 1900 ประชากรชาวชาวจีนได้เริ่มไปตั้งถิ่นฐานกันใหม่ที่แมนจูเรียจนมีจำนวนเยอะกว่าชาวแมนจูท้องถิ่นเสียอีก

Read More

สมัคร gclub ฟรี คาสิโนออนไลน์

สมัคร gclub ฟรี เล่นคาสิโนออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มากมายหลากหลายเกมส์อย่าง บาคาร่าออนไลน์, สล็อตออนไลน์, เสือมังกร, ไฮโล, น้ำเต้าปูปลา, นิวนิว, รูเลท, เม็ดถั่วและเกมสล็อตอีกไม่น้อยกว่า 50 เกมให้สมาชิกได้เล่นกัน ซึ่งหากเกมส์สล็อตที่ต้องการเล่นแต่ไม่เข้าใจว่าต้องเล่นอย่างไรท่านสามารถอ่านได้ก่อนเข้าเล่นเกมส์ที่กฎกติกาเกมส์นั้นๆ สมัคร Gclub ฟรีทุกท่านโดยเงินที่ให้โอนเพื่อเป็นการยืนยันการเปิดบัญชีจะถูกนำไปใช้เป็นยอดเครดิตให้ท่านสมาชิกเต็มจำนวนที่โอนเข้ามา นอกจากนั้นสมาชิกทุกท่านหากทำรายการฝาก-ถอนเงินสดจะไม่เสียค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเข้าและออกใดๆ ทั้งสิ้น ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการทำรายการต่อเดือน

ต้องการเล่นเกมจีคลับ

ท่านที่ต้องการเล่นเกมจำเป็นต้องสมัคร gclub ก่อนถึงจะเข้าเล่นได้ โดยติดต่อสมัคร gclub ได้หลายช่องทางดังนี้ Line Live Chat Email Call Center ในการสมัครสมาชิก รวดเร็วเพียง 3 ขั้นตอน 1.ทำการติดต่อตามช่องทางที่ให้ไว้ 2.โอนเงินเพื่อเป็นเครดิตในการเล่นและรับชื่อผู้ใช้งาน 3.รอรับชื่อผู้ใช้งานผ่านทาง SMS เพียงเท่านี้เป็นอันเรียบร้อย Login เข้าเล่นได้ทันที

Gclub ทรู เข้าไม่ได้

หลายท่านอาจพบว่า Gclub ที่หลายๆ ครั้งใช้งานเป็นประจำแต่ทำไมอยู่ๆ เข้าเล่นไม่ได้ ปัญหาเนื่องจากการโดนบล็อกไม่ให้เข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ มีทางออกดังนี้

1.ท่านที่พิมพ์เข้าสู่เว็บไซต์โดยตรงไม่ได้ ให้เข้าผ่านทาง Google โดยกรอกที่ช่องค้นหาเมื่อพบเว็บไซต์ที่เราต้องการให้กดเข้าได้ทันที

2.ให้ทำการเข้า Google จากนั้นทำการค้นหาการทำแปลภาษาและกรอกเว็บไซต์ที่เราต้องการลงไปทางช่องด้านซ้าย จากนั้นให้กดเว็บไซต์ทางเข้าด้านขวาเพื่อเข้าสู่หน้าเว็บต่อไป

3.ให้เปลี่ยน IP โดยการใช้โปรแกรมสำหรับเปลี่ยน IP ให้เป็น IP ประเทศอื่น ซึ่งมีหลายเจ้าให้เลือกใช้งานทั้งฟรีและแบบไม่ฟรี หากง่ายสุดให้เลือกทำการติดตั้งเป็นส่วนขยาย (extensions) และพิมพ์ค้นหาได้ทันที

4.เปลี่ยนผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่ท่านใช้งานอยู่ ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยากไปหน่อย

หากวิธีข้างต้นไม่สามารถทำได้จริงๆ แล้วละก็แนะนำให้ท่านใช้โทรศัพท์ Smart Phone ในการเข้าเล่น โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของการโดน Block ซักเท่าไหร่ อีกทั้งยังสามารถเล่นได้ทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการอีกด้วย

จีคลับบัตรเครดิต

จีคลับเปิดให้บริการฝากเงินผ่านธนาคารในประเทศ 6 แห่งด้วยกัน ด้วยช่องทางการฝากที่หลากหลายดังนี้ ฝากผ่านตู้รับเงินสด, ตู้ ATM, ผ่านแอปพลิเคชั่นธนาคารบนมือถือ, ผ่าน Internet Banking ยินดีรับบัตรเครดิตในการทำรายการ ผ่านทุกช่องทางที่ท่านสะดวก

Read More

หลักในการภาษาจีนใช้เวลาเรียนนานไหม ?

หนึ่งในคำถามสุดฮิต ของคนที่เรียนภาษาจีน เป็นครั้งแรกนั่นก็คือ จะต้องเรียนนานแค่ไหน จึงจะสามารถใช้งานได้จริง ! ไม่ว่าจะพูดได้ , สามารถฟังออก ต้องใช้เวลานานไหม 7 เดือนสามารถไปตะลุยเมืองจีนได้เลยไหม , 1 ปีจะสามารถพูดได้เหมือนคนจีนเลยไหม สำหรับคำถามนี้ขอบอกเลยว่า ไม่มีคำตอบ !

ภาษาจีนใช้เวลาเรียนนาน แค่ไหนขึ้นอยู่กับผู้เรียนเป็นสำคัญ

ที่ไม่มีคำตอบที่ว่านี้คือ ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกคน เพราะแต่ล่ะคนก็มีความพยายาม และมีความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น บางคนไปเรียนภาษาจีน 1 ครั้ง/1 อาทิตย์ แต่ในระหว่างนั้นที่กลับมาบ้าน ก็ไม่เคยหยิบตำราขึ้นมาเปิดอ่านหรือทบทวนเลย เมื่อถึงเวลาไปเรียนในอีก 1 อาทิตย์ให้หลัง ก็ค่อยหยิบหนังสือขึ้นมาเรียนอีกครั้ง เป็นเช่นนี้เห็นทีการจะประสบความสำเร็จในการเรียนภาษาจีนก็คงเป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นภาษาในโลกนี้ก็ตาม คุณจะต้องมีเวลาให้กับการศึกษานอกห้องเรียน อยู่อย่างสม่ำเสมอ เช่น คุณตั้งเป้าเอาไว้ว่า เวลา 7 เดือนนี้ ฉันจะต้อง ฟัง/พูด/อ่าน/เขียน ภาษาจีนให้คล่อง พร้อมไปตะลุยจีนอย่างยิ่งยวด หากแต่ก็ต้องย้อนกลับมาดูพฤติกรรมของคุณอีกว่าเป็นอย่างไร ? ถ้าคุณเรียนในแบบข้างต้น ก็คงจะเป็นเรื่องยาก แล้วก็มาถึงคำถามที่ว่าจะทำแล้วอย่างไรล่ะ จึงจะเรียนภาษาจีนให้เป็นในระยะเวลาอันสั้น

ขั้นแรกของการจะเรียนภาษาจีนให้ดี คุณจะต้องมีความชอบ

การมีความรัก ความชอบ ต่ออะไรก็ตามจะทำให้คุณพยายามพาตัวเองไปพบกับความสำเร็จที่อยู่ในขั้นกว่า และมุมานะ มีความอดทน ในการจะไปถึงฝัน คุณอาจจะอยากเรียนจีน เพราะ ชอบดาราจีน , ชอบวรรณกรรมของจีน , ชอบภาพยนตร์กำลังภายใน , อยากทำธุรกิจกับคนจีน เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นแรงดึงดูดใจที่ดีมาก

เคล็ดลับภาษาจีนให้ดี ต้อง สร้างเป้าหมาย

การมีเป้าหมาย คือ หนทางเดินไปสู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เมื่อเรียนภาษาจีนไปแล้ว คุณจะได้ประโยชน์อะไร แล้วจะนำไปใช้อย่างไรให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้น เช่น จะได้ไปเป็นไกด์ , อยากเป็นนักแปลวรรณกรรมจีน , อยากมีเพื่อนเป็นคนจีน , อยากติดต่อ – ค้าขาย กับคนจีน เป็นต้น เมื่อคุณมีเป้าหมายแล้ว คุณก็จะตั้งใจเรียนเพื่อให้เป้าหมายของคุณนั้นเป็นความจริงในระยะเวลาอันสั้น แต่ถ้าคุณไม่มีเป้าหมาย ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร เรียนไปงั้นๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นไม่ว่าจะใช้เวลาสักกี่ปี คุณก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จกับการเรียนภาษาจีน นั่นเอง

Read More