จับตามอง จีน ไทย เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือทางทหาร

ความร่วมมือไทย - จีน

ก่อนอื่นให้ย้อนย้อนมองความสัมพันธ์ไทยจีนในครั้งอดีต สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ในเรื่องของการเมืองในก็มีการดำเนินมาอย่างราบรื่นและต่อเนื่องภายใต้แนวคิดแห่งความเสมอภาค อีกทั้งยังให้ความเคารพแก่กัน และอยู่ภายใต้ของผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างความเสถียรภาพภาพของภูมิภาค เมื่อสิ้นสุดจากยุคสงครามเย็น หลังจากที่จีนได้สานสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในอาเซียนทุกประเทศแล้ว ความสัมพันธ์ทางด้านการทหารของไทยจีนก็ลดลง เนื่องจากหมดยุคแห่งการสู้รบ เพราะฉะนั้นหลังจากนั้นเป็นต้นมาจึงเน้นไปในเรื่องความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ และการให้ผลตอบแทนที่เท่าเทียมกันเป็นหลักมากกว่า

ความสัมพันธ์พี่น้อง ไทย – จีน

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน เป็นความสัมพันธ์แบบที่ไม่มีปัญหามาตั้งแต่ครั้งอดีต เรียกได้ว่าไทยกับจีน เป็นเพื่อนสนิทกันเลยทีเดียว และของประเทศไทยและจีนก็ยังมีการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำประเทศไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเยี่ยมเยียนกันแบบไม่ขาด ทำให้ความสัมพันธ์ของไทยจีนในปัจจุบันนี้ มีความพัฒนาในทุกๆ ด้าน นอกจากนี้เมื่อมองการณ์ไกลในอนาคต ก็ยังมีการมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์ ตลอดจนมุ่งพัฒนาขอบข่ายความร่วมมือระหว่างกันให้มีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของ ขอบข่ายความร่วมมือและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

ไทย จีน ยกระดับความร่วมมือทางด้านการทหารในปี พ.. 2562

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมต้อนรับ พลตรี เว่ย เฟิ่งเหอ รัฐมนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของประเทศจีน โดยการพบปะในครั้งนี้เกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย การสานสัมพันธ์ในครั้งนี้ ได้มีการหารือในหลายๆด้าน ทำให้เกิดการตกลงร่วมมือกัน เพื่อยกระดับความร่วมมือทางการทหารให้สนิทแนบชิดมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของประเทศไทยเอง ก็ยึดมั่นนโยบายของประเทศจีน อีกทั้งยังมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการ 1 เส้นทาง BRI นอกจากนี้ทางด้านประเทศยังพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีประยุทธ์จันทร์โอชา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการพบปะในครั้งนี้มีความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเศรษฐกิจ และการค้ากับประเทศจีนให้ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ความสัมพันธ์ครบครอบ 45 ปี

โดยในปี พ.ศ. 2020 จะเป็นปีที่ถึงวาระครบรอบ 45 ปี การสถาปนาทางการทูตระหว่างทั้ง 2 ประเทศ จึงทำให้มีความหวัง ว่าทั้ง 2 ประเทศจะสร้างความร่วมมือทางด้านการทหารให้แน่นแฟ้นต่อกันมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ อาวุธ ยุทโธปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัย การนำทหารของทั้ง 2 ประเทศมาฝึกซ้อมในการรบร่วมกัน รวมทั้งยกระดับความมั่นคงของพหุภาคี

ทางด้านของพลตรี เว่ย เฟิ่งเหอ ก็ได้ให้ข้อมูลว่า ภายใต้การนำ รวมทั้งการสนับสนุนของทั้ง 2 ประเทศ ส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทวิภาคี ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน อันพอจะทำให้กลายเป็นการสร้างผลประโยชน์ที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน อีกทั้งยังมีความประทับใจเป็นอย่างสูง ที่ได้เห็นว่า ประเทศไทยมีความยินดีพร้อมสนับสนุน ผลประโยชน์ของจีนอย่างเต็มที่ จึงทำให้เกิดความไว้วางใจว่าการร่วมมือในครั้งนี้ จะส่งผลในทางที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน และสุดท้ายผู้นำประเทศของทั้ง 2 ท่านก็ได้เซ็นสัญญาตกลงกันใน ข้อบันทึก MOU ความร่วมมือทางด้านกลาโหม

โดยในช่วงปี 2019 ที่ผ่านมา ทางการจีนได้เปิดตัวโครงการพัฒนาอาวุธ ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างชาติตะวันตก และจีนได้ปรับงบประมาณทางด้านการทหารให้มีความรัดกุมมากขึ้น สถาบันวิจัยด้านสันติภาพสวีเดน หรือ SIPRI ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จีนเป็นประเทศที่จัดงบประมาณทางด้านการทหาร สูงอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ในส่วนของงบการทหารของจีน ในปี 2019 อยู่ในระดับ 250,000 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว