ประวัติของหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมาเจ๋อตุง

ถ้าจะพูดถึงประเทศที่กว้างใหญ่และเป็นอีก 1 ประเทศมหาอำนาจก็คงจะมองข้ามประเทศนี้ไปไม่ได้เลยนั่นก็คือประเทศจีนนั่นเอง จีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีประชากรมากเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว ประเทศจีนถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน แม้แต่การเมืองการปกครองก็มีที่มาอย่างหลากหลายซับซ้อนจากยุคสู่ยุค รุ่นสู่รุ่น อย่างที่ทราบว่าประเทศจีนนั้นได้ถูกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มาอย่างยาวนาน

ซึ่งเริ่มแรกนั้นประเทศจีนได้ถูกปกครองด้วยลัทธิมาร์ก ก่อนจะเปลี่ยนมาปกครองด้วยลัทธิเหมา โดยผู้ที่เริ่มก่อตั้งลัทธินี้ขึ้นมาก็คือผู้นำที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของประชาชนชาวจีนนั่นก็คือ เหมา เจ๋อตุง ซึ่งชายคนนี้ได้ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2436 ในครอบครัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองหูหนาน เหมาเจ๋อตุงได้เกิดมาในช่วงที่ประเทศจีนนั้นถูกปกครองด้วยระบอบศักดินา ด้วยความที่เกิดในครอบครัวที่ยากจน เหมาเจ๋อตุงจึงได้ซึมซับความโหดร้ายของชนชั้นแรงงานมาอย่างมาก จนเมื่อเติบใหญ่เหมาเจ่อตุงก็ได้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อเข้าไปศึกษา และเมื่อนานวันเข้าเหมาเจ๋อตุงได้พยายามรวบรวมกองกำลังทหารโจรที่กลุ่มของเขาได้เข้าร่วมจนสามารถสร้างได้เป็นกองทัพขนาดใหญ่ และเหตุการณ์ความไม่สงบก็มีเรื่อยมาในประเทศจีนยาวนานไปจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  ทัพของเหมาเจ๋อตุงมีความแข็งแกร่งขึ้นจากความเข้ามือของสหรัฐอเมริกา

โดยปรัชญาที่เหมาเจ๋อตุงได้ใช้เพื่อปฏิวัติประเทศจีนก็คือ การรวบรวมกลุ่มคนที่อยู่กันอย่างกระจัดกระจายให้เป็นกลุ่มเดียวกัน ถามความคิดเห็นของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา นำความคิดเห็นของประชาชนมาทำเป็นนโยบาย นอกจากนี้ในด้านเศรษฐกิจเหมาเจ๋อตุงก็จะเน้นไปในด้านดูแลความสุขทุกข์ของชาวรากหญ้า โดยใช้กลยุทธ ป่าล้อมเมือง เพื่อให้เกิดสังคมเกษตรควบคู่กับการทำอุตสาหกรรม

จากวันนั้นจนถึงวันนี้เหมาเจ๋อตุงก็สามารถนำพาประเทศจีนเป็นประเทศมหาอำนาจตามเขาได้ตั้งใจเอาไว้ตอนแรกได้สำเร็จ ประเทศจีนตอนนี้เป็นประเทศที่มีวิทยาการล้ำสมัยและการเรียนการศึกษาทัดเทียมกับนานาประเทศ เหมาเจ๋อตุงสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าระบอบคอมมิวนิสต์ โดยการนำของเหมาเจ๋อตุงก็สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้ และเขาก็ยังสามารถที่จะเปลี่ยนให้ชนชั้นแรงงานทาสหายไปจากสังคมจีนให้ได้มากที่สุดเพื่อลดความเลื่อมล้ำที่เขาได้เจอในวัยเด็กและในปัจจุบันต้องยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีนนั้นดีขึ้นอย่างมาก และทั้งหมดนี้ก็เป็นประวัติเกี่ยวกับผู้นำจีนคนหนึ่งที่สร้างผลงานไวและคนทั่วทั้งโลกจะไม่มีวันลืมชื่อของเขา เหมาเจ๋อตุง

Read More

มารู้จักการเลือกผู้นำของประเทศจีน

ประเทศจีนกำลงค่อย ๆ ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกแต่สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจและยังเป็นคำถามอยู่พอสมควรนั่นคือเรื่องของ ผู้นำประเทศ ตั้งแต่อดีตเรื่อยมาประเทศจีนถือว่าพวกเขามีผู้นำประเทศเพียงแค่ 5 คนเท่านั้นประกอบไปด้วย เหมาเจ๋อตุง, เติ้งเสี่ยวผิง, เจียงเจ๋อหมิน, หูจิ่นเทา และสีจิ้นผิง ซึ่งคนปัจจุบันก็คือ สีจิ้นผิง ผู้นำประเทศคนที่ 5 ต้องยอมรับเลยว่าผู้นำของจีนในทุก ๆ รุ่นที่ผ่านมาล้วนสร้างผลงานเอาไว้มากมายจนได้รับการยกย่องไปทั่วโลก

การเลือกผู้นำของประเทศจีนที่หลายคนยังไม่รู้

การที่จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้นำประเทศคือบุคคลสำคัญมาก ๆ ในการผลักดันประเทศของตนเองให้ก้าวสู่ระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าการจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำได้ไม่ใช่ใครหน้าไหนมีความสามารถ มีประสบการณ์จะยึดตำแหน่งนี้ได้หมด การที่ใครสักคนจะก้าวขึ้นในฐานะเป็นผู้นำของประเทศต้องผ่านด่านต่าง ๆ มากมาย บางคนก็เรียกว่านี่คือ ด่าน 18 อรหันต์ อย่างกับหนังกำลังภายในก็ไม่ปาน

ต้องบอกว่ารูปแบบของการแต่งตั้งผู้นำของประเทศจีนในยุคใหม่นี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อครั้งยุคของ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำร่างเล็กของประเทศแต่ผลงานคับโลก เขาได้รับการยกให้เป็นบิดาแห่งจีนยุคใหม่ เป็นผู้สร้างมังกรยักษ์ตัวนี้ด้วยนโยบาย 4 ทันสมัย ซึ่งเมื่อมองลึกลงไปต้องบอกว่าไมได้มีอะไรยุ่งยากแต่กลับได้ผลลัพธ์อันน่าภูมิใจรวมถึงการสร้างผู้นำคนใหม่ขึ้นมาด้วย เขาได้สั่งให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนจัดการมองหาคนรุ่นใหม่พร้อมสร้างแนวทางอย่างชัดเจนให้มีความรู้ความสามารถในทุกด้าน ทุกคนต้องได้รับการศึกษาระดับสูงสุดสำหรับการเตรียมก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศหวังสร้างความยิ่งใหญ่ให้โลกได้เห็น การก้าวมาถึงจุดนี้ได้ของผู้นำคนปัจจุบันอย่างสีจิ้นผิงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

ความน่าสนใจอีกอย่างคือในอดีตกลุ่มโปลิตบูโรจีนส่วนใหญ่มักมีความรู้ความสามารถทางด้านวิศวกรรมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์แต่ผู้นำคนปัจจุบันจบทางด้านการตลาดกับเศรษฐศาสตร์นั่นจึงทำให้หลายคนมองว่าการบริหารและพัฒนาประเทศของเขาจะเดินไปในทิศทางไหน และจะสร้างประเทศในยุค 4.0 แบบนี้ให้ไกลได้มากเพียงไรด้วย

ต้องยอมรับว่าโลกในปัจจุบันการจะก้าวเป็นผู้นำประเทศไม่ใช่แค่มีความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเป็นคนที่เก่งรอบด้านในหลาย ๆ เรื่องจึงจะพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่หัวแถวของโลกในแบบที่ผู้นำจีนกำลังกระทำอยู่ในเวลานี้ ผู้ที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับจีน

Read More

บทบาทของประเทศจีนที่มีต่อการค้าโลก

ต้องยอมรับว่าในช่วงสิบกว่าปีมานี้ประเทศจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของทวีปเอเชียไปเรียบร้อยแล้วด้วยความยิ่งใหญ่ของประเทศบวกกับการเอาจริงเอาจังของบรรดาผู้บริหารประเทศหลาย ๆ คนทำให้พวกเขาได้เปรียบประเทศอื่นในเอเชียหลายด้าน และไม่ใช่แค่ในเอเชียอย่างเดียวเท่านั้นจีนยังได้ทำการเขย่าวงการการค้าโลกไปเรียบร้อยแล้วเพราะการที่พวกเขาได้เข้าร่วมกับองค์การการค้าโลกทำให้หลาย ๆ ประเทศต้องมีถอยฉากออกไปบ้างเพื่อให้มังกรใหญ่ตัวนี้ได้ผงาด

บทบาทของจีนต่อเรื่องการค้าของโลก

ด้วยความที่พวกเขาต้องการก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกให้ได้จึงเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งไม่สามารถหลีกหนีได้พ้นกับการต้องพบเจอสหรัฐฯ ในฐานะของประเทศมหาอำนาจเบอร์เก่าและเป็นผู้ครองมหาอำนาจของโลกมาอย่ายาวนาน พูดง่าย ๆ ว่าในเวลาอันใกล้นี้จีนต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางการค้าของโลกแต่ทางด้านของสหรัฐฯ คงไม่ยอมง่าย ๆ อยู่แล้ว ต้องบอกว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่การทำสงครามการค้าของโลกแต่เป็นการสร้างสงครามระหว่างสองประเทศเพื่อต้องการยึดเศรษฐกิจของโลกเอาไว้มากกว่า สิ่งที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือเวลานี้บทบาทของจีนค่อนข้างส่งผลกระเทือนต่อการค้าโลกอย่างมากเพราะหลาย ๆ ประเทศเริ่มเข้ามาลงทุนในจีนเยอะขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้นหรือหากสังเกตง่ายกว่านั้นแบรนด์สมาร์ทโฟนของจีนที่กำลังรุกตลาดโลกอย่างหนักก็เป็นอีกกรณีศึกษาที่บ่งบอกว่าจีนกำลังต่อสู้อย่างหนักเพื่อหวังให้ผู้บริโภคทุกคนมองภาพของพวกเขาเป็นผู้นำด้านการค้าแบบเต็มตัว

ไม่ใช่แค่บนเวทีการค้าโลกเท่านั้นที่พวกเขายอมต่อสู้แต่จีนยังยึดการปฏิรูปเศรษฐกิจของตนเองเอาไว้รวมถึงแนวทางการค้าเสรีพหุภาคีเนื่องจากผู้นำประเทศพวกเขายังมองว่าจะยังสร้างประโยชน์กับจีนอย่างมหาศาล เมื่อเป็นแบบนี้เราจึงเห็นว่าจีนพยายามเปิดประเทศต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อต้องการส่งความหมายไปยังบรรดาองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งทางการค้าของพวกเขาเรื่อย ๆ เป็นยุทธวิธีที่แยบยลแต่ได้ผลเกินคาดสำหรับการสร้างบทบาทสำคัญต่อการค้าโลกของมังกรตัวนี้

ยุคนี้มันไม่ใช่การสู้รบแบบสงครามเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไปแต่เป็นการสู้เรื่องการบริหารพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศได้รับรู้ว่าใครจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ทางการค้าของโลกมากกว่า เวลานี้จีนที่ได้เปรียบในหลาย ๆ ด้านก็พยายามสร้างสิ่งนี้เพื่อให้ทั่วโลกมองเห็นพวกเขาว่าไม่ใช่มีแต่ประเทศเท่านั้นที่ใหญ่แต่เรื่องอื่น ๆ ก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครเหมือนกันโดยเฉพาะเศรษฐกิจและการค้าระดับโลก

Read More

ประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซียหนึ่งในมาหาอำนาจของโลก

ถ้านึกถึงประเทศมหาอำนาจของโลกแน่นอนว่าประเทศรัสเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และ รู้จักกันดีว่าเป็นประเทศที่ใช้ระบบคอมมิวนิสต์ที่ประสบความสำเร็จจากการปกครอง ประเทศรัสเซียมีชื่อเรียกอีกหนึ่งอย่างว่า สหพันธรัฐรัสเซีย อยู่บริเวณยูเรเซียเหนืออีกทั้งยังเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย โดยครองคุ้มพื้นที่มากกว่า 10,000,000 ตารางกิโลเมตรเรียกง่ายๆว่าประเทศนี้ครองคลุมพื้นที่ของโลกทั้งหมดในหนึ่งส่วนแปดของโลกทั้งหมดเลยที่เดียว จำนวนคนของประเทศรัสเซียก็คิดโยประชากนทั้งหมดคือ อันดับที่ 8 ของประชากรทั้งโลก หรือ 143 ล้านคน รัสเซียใช้การปกครองแบบที่ไม่เหมือนใครคือการปกครองสหพันธ์สาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี ที่เป็นเป็นเขตการปกตรองได้ 83 เขตลาจากเหนือลงใต้จนถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยอนาเขตโดยรวมแล้วประเทศรัสเซียกินพื้นที่แถบเอเชียเหนือไปถึง 40 % ของยุโรปและยังเป็นที่เก็บพลังงานที่ให้ที่สุดในโลกอีกด้วย สามารถที่จะผลิตก๊าซธรรมชาติหลักที่ใหญ่ที่สุด เช่นเดียวกับผู้ผลิตน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ก่อนที่จะมาเป็นชาวรัสเซียจากประวัติแต่ก่อนเริ่มแรกมาจากชาวสลาฟตะวันออกเป็นผู้ถือกำเนิดที่โดดเด่นในตอนนั้นในสมัยยุโรปคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึงที่ 8 ซึ่งได้ก่อตั้งโดยกลุ่มนักบวชวารันเจียน ซึ่งในสมัยนั้นได้มีการรับศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์จากจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งต่อมาก็ได้แตกสลายออกเป็นหลายรัฐต่อมาได้ถูกพิชิตโดยเป่ามองโกล หลังจากนั้นประเทศรัสเซียก็ได้ขยายดินแดนเขตด้วยการยึดดินแดน ไปพร้อมๆกับการสำรวจพื้นที่ไปด้วย ซึ่งได้ผลดีจนทำให้รัสเซียในปัจจุบันมีพื้นที่ใหญ่มาก หลังได้มีการผสมวัฒนธรรมาไบแซนไทน์และสลาฟ ก็ได้ไม่นานก็ต้องมีอันต้องล่มสลาย จนแตกเป็นรัฐเล็กๆ หลายรัฐที่มีความโดนเด่น หลังจากนั้นก็ได้มีการปฎิวัติ โดยการให้รัฐต่างๆรวมตัวกันเป็นรัฐเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ สหภาพโซเวียต เป็นรัฐสังคมนิยมมีรัฐธรรมนูญแห่งแรกของโลกและอภิมหาอำนาจที่ได้การยอมรับ ซึ่งแน่นอนว่ามีบทบาทมากในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทำให้สัมพันธมิตรได้รับชัยชนะอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นผู้นำในเรื่องของเทคโนโลยีที่ลำสมัยโดยส่งยานออกไปนอกอวกาศได้สำเร็จ แต่ไม่นานก็ได้แตกแยกออกเป็นหลายรัฐ เช่นเดิมรัสเซียไม่ได้เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดอีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้รัสเซียเป็นประเทศที่มีอำนาจน้อยลงแต่อย่างใดถือว่ายังเป็นประเทศที่มีบทบาทต่อโลกไม่เป็นสองรองใคร

Read More

ลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่เป็นอย่างไร

แนวคิดคอมมิวนิสต์ในยุคเริ่มแรก เป็นระบอบแนวคิดหนึ่งซึ่งใช้ในการปกครองสังคม รวมทั้งสร้างความเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งนี้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดของความเป็นเจ้าของร่วมกัน รวมทั้งการสร้างรายได้อันขึ้นอยู่กับการผลิตเป็นสำคัญ และการเคลื่อนไหวทางการเมืองในลัทธิคอมมิวนิสต์ คือระบอบคอมมิวนิสต์ต้องการให้ประชาชนทุกคนมีฐานะทางสังคมเท่าเทียมกัน โดยระบอบคอมมิวนิสต์ จัดเป็นระบอบมหาอำนาจของการเมืองโลกในช่วงต้น ค.ศ. 20

ซึ่งถือกำเนิดจากระบบทุนนิยม คือมีชนชั้นทางสังคมโดยแบ่งออกเป็น 2 ชนชั้นหลัก คือ ชนชั้นแรงงาน กับชนชั้นนายทุน โดยชนชั้นแรงงานจำเป็นต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนจำนวนมากในสังคม จึงทำให้ ชนชั้นนายทุน เป็นชนกลุ่มน้อยของสังคม และเป็นผู้เอากำไรจากการทำงานของชนชั้นแรงงานไว้เฉพาะส่วนตัว โดยต่อมาความขัดแย้งอันเกิดจากความไม่พอใจ ระหว่าง 2 ชนชั้นนี้เอง ทำให้เกิดการปฏิวัติ ในการจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตร่วมกัน

ลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่

โดยลัทธิคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ มักจะยึดหลักเจตนาคอมมิวนิสต์ ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า The Communist Manifesto ของ Karl Marx และ Friedrich Engels เป็นศาสตร์การแทนที่ระบบวัตถุแบบทุนนิยมแบบเก่าที่เน้นกำไรเป็นหลัก จากระบอบสังคมคอมมิวนิสต์ที่ผลผลิตทั้งหมดจะกลายมาเป็นของส่วนรวม โดยลัทธิ Marx กล่าวไว้ว่ากระบวนการรูปแบบนี้ สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้ จากการปฏิวัติรัฐประหาต่อบรรดานายทุนรวมทั้งชนชั้นสูง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปยังระบอบสังคมนิยมแทน และการกระทำดังนี้ จะเรียกกว่าอำนาจเผด็จการของชนชั้นแรงงาน หรือ Dictatorship of the proletariat  โดยแนวคิดของระบอบคอมมิวนิสต์ที่ปราศจากรัฐบาลบริหารยังไม่เคยเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นไปได้ในมุมของทฤษฎีเท่านั้น อันมาจากเหตุผลความหมายที่แท้จริงของคำว่า ระบอบคอมมิวนิสต์ ตามทฤษฎีของ Karl Marx ได้แก่ การที่รัฐปกครองตลอดกาล หรือ รัฐบาลแนวสังคมนิยม แนวๆนั้นมากกว่า และคำว่าคอมมิวนิสต์ในปัจจุบันนี้ สามารถเป็นได้ทั้งระบอบการปกครอง,  ระบบเศรษฐกิจ

ทฤษฎีสังคมของลัทธิ Karl Marx เมื่อนำมารวมกับเงื่อนไขของพรรคคอมมิวนิสต์ พบว่ายังมีกลุ่มอื่นๆที่มีแนวความคิดของ Marx เข้าไปผสมด้วย เช่น อนาธิปไตย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบางกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าเป็นคอมมิวนิสต์เช่นกัน แต่มีวิธีการปกครองบางอย่าง ที่ต่างจาก Marx ในเรื่องของความพยายามในการจะสร้างสังคมปราศจากชนชั้น อย่างไรก็ตามในยุคปัจจุบันนี้ประเทศทีใช้ระบบคอมมิวนิสต์ในการปกครองเหลืออยู่น้อยมาก เหตุผลก็คือการปกครองในระบบนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของทั่วทั้งโลกประสบปัญหา แต่ก็ยังมีบางประเทศที่เลือกใช้ระบบนี้แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก เช่นประเทศเกาหลีเหนือ เป็นต้น

Read More

ย้อนรอยฮ่องเต้ของประเทศจีนที่เราได้แต่รู้จักผ่านภาพยนต์

จีน เป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเป็นมาอันเก่าแก่ยาวนานอีกแห่งหนึ่งของโลก จากหลักฐานที่ค้นพบ บ่งชี้ว่าอารยธรรมจีนมีความยาวนานเก่าแก่มากกว่า 5,000 ปี ประเทศจีนในอดีตมี จักรพรรดิจีน เป็นผู้ปกครองประเทศ และ มีจิ๋นซีเป็นจักรพรรดิพระองค์แรก ก่อนจะมีการถือกำเนิดราชวงศ์ฉิน ประเทศจีนได้มีการแบ่งออกเป็นแว่นแคว้นต่างๆ มากมาย โดยในแต่ละแคว้นก็จะมีผู้ปกครองที่เรียกว่า อ๋อง แปลว่า พระมหากษัตริย์ แต่ต่อมาก็ได้มีการรวบรวมแคว้นต่างๆเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว และก่อให้เกิดจักรวรรดิจีน อีกทั้งยังมีการประกาศใช้คำนำชื่อว่า จักรพรรดิหรือฮ่องเต้ นับตั้งแต่นั้นมา

จีนเริ่มการปกครองเหล่านี้จากสมัยราชวงศ์ฉิน ฮ่องเต้ ได้รับการยกย่องในตำแหน่งโอรสแห่งสวรรค์ หรือเปรียบเทียบได้กับการรับอำนาจจากสวรรค์มาเพื่อปกครองประชาชน การสืบทอดตำแหน่งของฮ่องเต้ จะเริ่มจากบิดาไปยังบุตรเป็นตระกูล ตำแหน่งฮ่องเต้ ก็อยู่คู่แผ่นดินจีนมานับพันๆปี โดยเริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน มาสิ้นสุดที่ราชวงศ์ชิง เพราะความศรัทธาของฮ่องเต้เริ่มเสื่อม อันมาจากการบริหารบ้านเมืองล้มเหลว นอกจากนี้ยังถูกประเทศต่างชาติเข้ามารุกราน จึงทำให้ประเทศจีนเปลี่ยนการปฏิรูปการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และความเป็นมาของราชวงศ์อันยาวนานได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912

ฮ่องเต้สุดท้ายได้แก่ จักรพรรดิเซี่ยน แต่ท่านไม่ได้รับการนับถือจากราษฎร เพราะฉะนั้นฮ่องเต้องค์สุดท้ายจริงๆก็คือ สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋แห่งราชวงศ์ชิง

สมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋แห่งราชวงศ์ชิง ผู้ซึ่งเป็นฮ่องเต้พระองค์สุดท้าย เรื่องราวชีวิตของท่านได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Last Emperor ท่านเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คน ชีวิตของท่านต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศจีน และชีวิตยังต้องพลิกผัน จากบัลลังค์มาสู่สามัญชน เนื้อหาของภาพยนตร์ในเรื่องนี้นำเรื่องราวของจักรพรรดิผู๋อี้ ตั้งแต่สิ้นยุคการปกครองของซูซีไทเฮา ตั้งแต่ช่วงชีวิตในวัยเด็กเพียง 3 ขวบที่ต้องขึ้นมาสืบทอดราชบังลังค์ อาศัยอยู่ในเขตพระราชวังต้องห้าม ตราบจนมาถึงช่วงประเทศถูกปกครองด้วยแมนจูกัว บั้นปลายชีวิตของจักรพรรดิผู๋อี้ ได้อาศัยอยู่อย่างสามัญชนคนทั่วไป โดยสิ่งที่ปรากฏอยู่ทั้งหมดภายในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการดัดแปลงมาจากเรื่องจริง เพราะฉะนั้นจึงไม่มีข้อโต้แย้งในเรื่องผิดแต่อย่างใด พอมรสุมแห่งชีวิตผ่านไป ท่านกำลังจะได้ใช้ชีวิตของตัวเองเสียที แต่ชีวิตของท่านก็ต้องจบลงจากโรคมะเร็งในวัย 62 ปี มีการจัดพิธีเผาศพพร้อมย้ายอัฐิไปเก็บไว้ที่หัวหลงหวงเจียหลิงหยวน มณฑลเหอเป่ย โดยใกล้กับสุสานฉงหลิง นั่นเอง

Read More

ประวัติที่น่าสนใจของประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ที่หลายคนอาจยังไม่รู้

ประเทศจีนดินแดนแห่งมังกร มีพื้นที่บกมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และมีพื้นที่โดยรวมทั้งหมดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 หรือ 4 ของโลก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอ้างสิทธิ์ของจีน ความเป็นมาเริ่มจาก Mao Zedong ได้ประกาศเพื่อทำการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่จัตุรัสTian anmen ใช้การปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นการสู้รบในสงครามกลางเมืองของจีนสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1949 พรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาปกครองจีน ส่วนพรรค Kuomintang ต้องถอนกองกำลังไปยังเกาะไต้หวัน ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.1949 จึงทำให้ Mao Zedong ได้ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ จีนคอมมิวนิสต์ หรือ จีนแดง ซึ่งไทยเราคุ้นเคยในชื่อนี้เป็นอย่างดี

จากแผนเศรษฐกิจและสังคมของจีนคอมมิวนิสต์ เรียกว่านโยบายก้าวกระโดดครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตประมาณ 45 ล้านคน ใน ค.ศ. 1966 Mao Zedong ร่วมกับพันธมิตรทางการเมืองได้ทำการปฏิวัติในเรื่องของวัฒนธรรม ซึ่งใช้เวลายาวนาน จนกระทั่ง Mao Zedong เสียชีวิตลงในอีกหนึ่งทศวรรษถัดมา โดยการปฏิวัติทางวัฒนธรรมนี้ ได้รับแรงกระตุ้นมาจากการแก่งแย่งชิงอำนาจภายในพรรค รวมทั้งความรู้สึกกลัวอันมีต่อสหภาพโซเวียต จนเกิดความวุ่นวายขนาดใหญ่ในสังคมจีน ใน ค.ศ.1962 อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหภาพโซเวียตดิ่งลงเหวจนถึงขีดสุด

ต่อมา Deng Xiaoping ได้ทำการแย่งชิงอำนาจจากทายาทซึ่งจะมาสานต่อในเรื่องของการเมืองตามที่ Mao Zedong วางตัวไว้นั่นก็คือ Hua Gaofeng อย่างฉับพลัน อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำแห่งรัฐอย่างเป็นทางการ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว Deng Xiaoping ก็เป็นผู้นำสูงสุดของจีน ณ เวลานั้น จากอิทธิพลของเขาได้นำพาประเทศไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ

หลังจากนั้น พรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้ลดหย่อนความตึงเครียด ในการควบคุมชีวิตของประชาชน อีกทั้งชาวนาจำนวนมากก็ได้รับที่ดินเช่า เพื่อเอาไว้สร้างผลผลิตทางการเกษตรอย่างกว้างขวาง จากการกระทำเช่นนี้ จีนได้เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจอันมีการวางแผนส่วนกลางกลายมาเป็นเศรษฐกิจแบบผสม หรือแบบตลาดสังคมนิยม อันเป็นรูปแบบเฉพาะของจีนเอง

เพราะฉะนั้น ภายใต้เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนในปัจจุบัน ประธานาธิบดี Hu Jintao และนายกรัฐมนตรี Wen Jiabao จึงได้เริ่มดำเนินการ ในการหยิบเอาประเด็นปัญหาเรื่องของการแบ่งทรัพยากรอย่างเท่าเทียม แต่ก็ยังพบเห็น ชาวนาจำนวนมากกว่า 40 ล้านคน ให้ย้ายออกจากที่ดินของตนเอง จึงทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง เกิดการเดินขบวนประท้วงและเกิดการจลาจลมากกว่า 87,000 ครั้ง ในปี ค.ศ.2005

แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ สำหรับประชากรส่วนใหญ่ของจีนแล้ว ก็เห็นว่ามีการพัฒนาอย่างสูง อีกทั้งยังมีสิทธิ-เสรีภาพมากขึ้น แต่การควบคุมทางการเมืองก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม

Read More